99% ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก สาเหตุเกิดจากไวรัส HPV โดยสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดมะเร็ง คือ สายพันธุ์ชนิด 16 และ 18 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เกิดจากสองสายพันธุ์นี้เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดหูดหงอนไก่

นอกจากมะเร็งปากมดลูก ไวรัส HPV ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และหูดอวัยวะเพศ หากมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดใดถือว่ามีปัจจัยเสี่ยง
การติดเชื้อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ไม่แสดงอาการโดยทันที แต่ใช้เวลาแสดงอาการ 10-20 ปี ดังนั้นอายุ 30 ปีขึ้นไป และอายุ 40 ปีขึ้นไปจึงเป็นค่อนข้างเยอะ เนื่องจากระยะฟักตัวของเชื้อบางรายใช้เวลานานถึง 20 ปี
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก HPV ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากไวรัส HPV สายพันธุ์หลัก และลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูก การป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อ จึงควรฉีดวัคซีนนี้ในระยะก่อนเข้าวัยเจริญพันธุ์ หรือก่อนวัยมีเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุด

นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า จากผลการศึกษาการฉีดวัคซีนช่วงวัย 9-45 ปี พบว่าในช่วงวัย 10-15 ปี เป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันขึ้นดีที่สุด การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันดีกว่าช่วงอายุอื่น สามารถให้วัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกสามารถให้ได้จนถึงอายุ 45 ปี แต่ประสิทธิภาพอาจจะไม่ดีเท่ากับการรับวัคซีนตั้งแต่อายุยังน้อย การฉีดวัคซีน HPV ทั้งหมด 3 เข็ม เริ่มฉีดเข็มแรก หลังจากนั้นอีก 1-2 เดือนฉีดเข็มที่ 2 และหลังจากนั้นอีก 6 เดือนจึงฉีดเข็มที่ 3 จากการติดตามหลังจากฉีดวัคซีนครบ 3 เข็ม พบว่าผ่านมา 7 ปี ภูมิต้านทานยังสูง และผลข้างเคียงน้อยมาก จากข้อมูลทางการแพทย์ต่างๆ ล้วนแสดงถึงประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV ร่วมกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

เนื่องจาก วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ไม่เห็นผลในทันที จึงมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ในต่างประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป มีการให้วัคซีน HPV กับเพศชาย ซึ่งประสิทธิภาพในการป้องกันเหมือนกันกับผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายเป็นพาหะของโรค ดังนั้นการให้ผู้ชายมีภูมิคุ้มกัน จึงเป็นการตัดวงจรของโรค อย่างไรก็ตามต้องติดตามและศึกษาถึงความคุ้มทุนและคุ้มค่าในการให้วัคซีนในเพศชายต่อไป แต่ข้อมูลทางการแพทย์ค่อนข้างชัดเจนถึงความคุ้มค่าของวัคซีนในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพศหญิง

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์กุมารเวชกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ
โทร.1719

คอนแทคเลนส์

posted on 18 Dec 2009 11:01 by bangkokhospital

คอนแทคเลนส์ เลนส์สัมผัส หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์ง่ายๆ ว่า คอนแทคเลนส์นั้น เป็นวิวัฒนาการทางจักษุวิทยาที่นำมาใช้แทนแว่นตา ช่วยแก้ปัญหา และขจัดความรำคาญของการใช้แว่นตา เสริมสร้างบุคลิกให้ผู้ที่มีสายตาผิดปกติให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยของแว่นตา และทำให้การมองเห็นภาพได้ชัดเจน เสมือนตาปกติโดยไม่ต้องใช้แว่นตา บางครั้งทำให้สะดวก และปลอดภัยในขณะที่เล่นกีฬาแทนการใส่แว่นตา

การใช้เลนส์สัมผัสนั้นเริ่มในราวปี ค.ศ.1930 สมัยก่อนทำด้วยแก้วใส มีลักษณะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอาจจะยาวหรือสั้นกว่าตาดำประมาณ 1 ม.ม. มีหลายขนาดแล้วแต่ว่าบริษัทนั้นๆ จะผลิตขนาดไหน โดยทั่วๆ ไปแล้วรูปร่างของเลนส์สัมผัสจะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ อันหนึ่ง ความโค้ง ความใส ก็คล้ายกระจกนาฬิกาแบบกลม แก้วที่ทำเลนส์สัมผัสนั้นในระยะต่อมาพบว่าคุณภาพไม่ดี จึงมีการคิดค้นใหม่โดยใช้สารตัวหนึ่งชื่อว่า โพลีเมทิลเมทาครัยเลต (polymethymethacrylate) ตัวย่อคือ PMMA แทน สารตัวนี้เป็นพลาสติกใสชนิดพิเศษที่สังเคราะห์ขึ้นมา มีคุณสมบัติดีกว่าแก้วมาก คือ เบา และใส ปฏิกิริยาที่จะเกิดกับดวงตาน้อยกว่าเลนส์ที่ทำด้วยแก้ว

วัตถุที่นำมาทำเลนส์สัมผัสจะต้องเป็นวัตถุที่ทำให้สายตาดีขึ้น ปลอดภัย ไม่เป็นพิษ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ โดยเฉพาะกับเนื้อเยื่อของดวงตา คงทนพอสมควร สามารถจะให้ก๊าซออกซิเจนหรืออากาศผ่านเข้า-ออกได้ ไม่สลายตัว ไม่เป็นวัตถุที่จับหรือห่อหุ้มต่อเชื้อโรคได้ง่าย และวัตถุนั้นสามารถเปียกน้ำได้ เพราะต้องอยู่กับของเหลว ดวงตาของเรามีน้ำตาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา และต้องมีน้ำตาหล่อเลี้ยงพอดีๆ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ถ้าดวงตามีน้ำตาหล่อเลี้ยงน้อย เมื่อใส่เลนส์สัมผัสเข้าไปจะทำให้รู้สึกระคายเคืองได้ง่าย เกิดอาการผิดปกติ ส่วนคนที่มีน้ำตามากเกินไปทำให้เลนส์สัมผัสลอยตัวหลุดออกมาง่าย ไม่เกาะติดกระจกตา เพราะฉะนั้นคนที่มีน้ำตาแห้งผากและคนที่มีน้ำตามากๆ ไม่เหมาะที่จะใส่เลนส์สัมผัส

ประเภทของเลนส์สัมผัส

  1. คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (hard contact lens) เป็นเลนส์ที่ทำด้วยพลาสติกแข็ง น้ำซึมผ่านไม่ได้เลย
  2. เลนส์ชนิดนิ่ม (soft contact lens) เป็นเลนส์ที่ทำด้วยพลาสติกที่สามารถอมน้ำได้ ตั้งแต่ 35 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้นิ่มมีรูเล็กๆ และน้ำซึมผ่านได้ ช่วยให้ออกซิเจนสามารถละลายผ่านเข้าไปถึงกระจกตาได้สะดวกขึ้น แต่ก็มีผลเลียที่เลนส์ชนิดนี้ จะจับเอาโปรตีน เยื่อเมือก เกลือแร่ และอนุภาคต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำตาเข้าไว้ในตัวเลนส์ ทำให้เลนส์สกปรกง่าย เป็นฝ้า ชำรุดเกิดอาการแพ้ และระคายเคืองตาได้ จึงต้องคอยระวังรักษาอย่างดี หมั่นทำความสะอาดโดยการใช้ระบบความร้อนทำความสะอาด หรือใช้น้ำยาแช่ทำความสะอาดแทนความร้อน
  3. เลนส์สัมผัสชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง (rigid gas permeable lens) เป็นเลนส์ที่มีคุณสมบัติคล้ายเลนส์ชนิดแข็ง แต่สามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้าตาดำได้ดีกว่าสวมใส่สบายตากว่าชนิดแข็ง เป็นการรวมข้อดีของเลนส์ชนิดแข็งและชนิดนิ่มมาไว้ด้วยกัน

เลนส์สัมผัสชนิดนิ่ม

เลนส์สัมผัสชนิดนิ่ม (soft contact lens) เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันนี้ผลิตจากพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติอมน้ำได้ ทำให้นิ่ม ยืดหยุ่นได้และออกซิเจนผ่านเข้าตาได้ดีผู้สวมใสจะรู้สึกสบายตา มีอายุการใช้งานสั้นกว่าเลนส์ชนิดแข็ง คือประมาณ 1-2 ปี ต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดตามที่จักษุแพทย์แนะนำ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อ และการแพ้ได้ เลนส์สัมผัสชนิดนิ่มมีหลายชนิดให้เลือกตามที่ต้องการ เช่น

  1. ชนิดที่ถอดล้างทุกวัน (daily wear) เป็นชนิดที่ใช้กันทั่วๆไป
  2. ชนิดที่ใส่ค้างคืนได้หลายๆวัน (extended wear) เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการล้างทุกวัน เช่น เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่ต้องอาศัยผู้อื่นถอดใส่เลนส์ให้
  3. ชนิดที่ใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (disposable soft contact lens) ระยะที่ใช้งานนาน 1-2 อาทิตย์ อาจใส่ต่อเนื่องโดยไม่ถอดเลนส์เลยหรือใส่ถอดทุกวัน เมื่อครบ 1-2 สัปดาห์ จึงเปลี่ยนคู่ใหม่
  4. ชนิดที่แก้ไขสายตาเอียง (soft tone lens)
  5. ชนิดที่ใช้เปลี่ยนสีตาได้ เพื่อความสวยงาม มีหลายสี เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เทา น้ำตาล

เลนส์สัมผัสชนิดแข็ง

เลนส์สัมผัสชนิดแข็ง (Hard Contact lens) ชนิดนี้ทำด้วยพลาสติกแข็ง และใส น้ำซึมผ่านได้ยาก เลนส์ชนิดนี้มีรูปร่างคงที่ มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่ 7.5-9 มิลลิเมตร มีความหนาประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น มีประโยชน์ในคนที่สายตาเอียงมาก ปกติตาดำจะอาศัยออกซิเจนจากอากาศเพื่อช่วยในการดำรงชีวิตของเซลล์ของตาดำ เมื่อใส่เลนส์สัมผัสชนิดนี้แล้วออกซิเจนไม่สามารถผ่านเลนส์เข้าไปสู่ตาดำได้เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น การใส่เลนส์สัมผัสชนิดนี้จะต้องมีการจำกัดเวลาว่าวันหนึ่งควรจะใส่นานเท่าใด โดยทั่วๆ ไปแล้ว ใส่ติดต่อกันได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง

เลนส์สัมผัสชนิดต่างๆ

หากแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการใช้เลนส์ สามารถแบ่งเป็น 7 ชนิด ได้แก่

  1. ชนิดใช้ใส่ได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง ต้องถอดออกเวลาหลับ
  2. ชนิดใส่ได้ติดต่อกันนานเกินกว่า 24 ชั่วโมง
  3. ชนิดที่ผสมสี ใส่เพื่อความสวยงาม
  4. ชนิดที่ใช้ปิดคลุมกระจกตา เพื่อรักษา และป้องกันกระจกตาจากภายนอก จะช่วยให้แผลที่กระจกตาหายเร็วขึ้น
  5. ชนิดที่ใส่เพื่อแก้ไขอาการสายตาเอียง
  6. ชนิดที่ใส่ได้เป็นเวลานาน แต่ใช้ใส่ได้ครั้งเดียว ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก
  7. ชนิดที่ใช้ในรายที่มีอาการสายตาสั้น และสายตายาวอยู่ด้วยกัน ซึ่งจะมีจุดโฟกัสต่างกัน ในแต่ละส่วนของการมอง

ข้อควรปฏิบัติบางประการ

  1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนใส่ หรือถอดเลนส์
  2. อย่าใช้ยาหยอดตาทุกชนิดขณะใส่เลนส์
  3. ควรถอดเลนส์ก่อนนอนทุกคืน โดยปกติจะไม่แนะนำให้ใส่เลนส์ค้างคืน แม้ว่าจะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตามนอกจากจะทำให้อายุใช้งานของเลนส์สั้นกว่าปกติแล้ว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของตาหรือการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ
  4. อย่าใส่เลนส์ขณะตาอักเสบ หรือถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด

การตรวจดูเลนส์เมื่อสวมใส่ในตา

ในการตรวจดูเลนส์เมื่อสวมใส่ในตาจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ข้อที่ต้องพิจารณาคือ

  1. ตำแหน่งของเลนส์สัมผัส โดยปกติเลนส์จะต้องวางอยู่ในตำแหน่งตรงกลาง ครอบครุมกระจกตา และตาดำพอดี
  2. การเคลื่อนที่ของเลนส์กระจก โดยปกติจะต้องเคลื่อนที่ตามการกระพริบตา การเคลื่อนที่นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากจะทำให้มีการแลกเปลี่ยนของน้ำตาและออกซิเจน
  3. กำลังที่เหมาะสม โดยปกติกำลังของเลนส์สัมผัสจะน้อยกว่ากำลังของแว่นตาที่สวมใส่ปกติอยู่แล้ว เลนส์ที่เหมาะกับตาต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ มิเช่นนี้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น มีอาการเคืองตา ตาแดง หรือมองไม่เห็นชัดเจนได้

ร่างประกาศเรื่องเลนส์สัมผัส

  1. เป็นการเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคในการใช้เลนส์สัมผัสทุกประเภท และป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยให้เลนส์สัมผัสแฟชั่นเป็นเครื่องมือแพทย์ เพื่อควบคุมได้เข้มงวดขึ้น ผู้ผลิต และผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย. รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย.
  2. ปัจจุบันได้มีกระแสแฟชั่นใส่คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์สัมผัสเพื่อความสวยงามที่ทำให้มองเห็นตากลมโตตามแบบดาราเกาหลีหรือญี่ปุ่นได้ระบาดเข้ามาสู่วัยรุ่นไทยโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นหญิง โดยเลนส์สัมผัสประเภทนี้เหมือนกับเลนส์สัมผัสแฟชั่นที่มีหลายสีให้เลือก แต่บริเวณตรงกลางมีลักษณะเป็นเลนส์ใสและบริเวณขอบเลนส์มีสีดำหรือสีเข้มต่างๆ ที่จะทำให้มองเห็นว่าผู้ใส่มีตาดำขยายใหญ่ และกลมโตกว่าปกติ ซึ่งการใส่เลนส์สัมผัสอย่างไม่ถูกวิธีนั้นอาจมีการแพ้ ติดเชื้อ กระจกตาเป็นแผล อาจทำให้ตาบอดได้
  3. เลนส์สัมผัสที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับสายตา เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือสำหรับใช้แก้ไขความบกพร่องของร่างกาย จึงจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ 2551 ประเภทเครื่องมือแพทย์ทั่วไป สำหรับเลนส์สัมผัสเพื่อความสวยงาม หรือคอนแทคเลนส์แฟชั่น มีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ต่อผู้ใส่จึงไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม อย.ได้ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเห็นว่าการใช้เลนส์สัมผัสทุกประเภท ทั้งชนิดที่ใช้เพื่อปรับสายตาที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ และชนิดเพื่อความสวยงามที่ไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้เช่นกัน
  4. กำหนดให้มีการควบคุมเลนส์สัมผัสทุกประเภทเป็นเครื่องมือแพทย์ควบคุมอย่างเข้มงวดขึ้น โดยขณะนี้ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส เพื่อเพิ่มมาตรการในการควบคุมการผลิตหรือนำเข้าเลนส์สัมผัสทุกประเภทในระดับที่เข้มงวดขึ้น โดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย.รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลาก หรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และในการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษ ทั้งจำทั้งปรับ
  5. ผู้ที่คิดจะใส่เลนส์สัมผัส ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าไม่มีข้อห้ามในการใช้ และเพื่อได้รับเลนส์ที่มีขนาดโค้งที่ถูกต้องเหมาะพอดีกับตาของผู้ใส่ ไม่ควรไปซื้อเองจากร้านค้าทั่วไป ต้องใส่ใจในการทำความสะอาดเลนส์ ทั้งการล้าง แช่ เก็บ และก่อนสวมใส่ ทุกขั้นตอนต้องสะอาด เพราะถ้าเลนส์สกปรกมีเชื้อโรค ทำให้ตาอักเสบได้ ไม่ควรใส่ขณะว่ายน้ำ ที่สำคัญต้องไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเลนส์สัมผัสแฟชั่นยิ่งต้องระวัง เพราะในช่วงที่ยังไม่มีการกำกับดูแล ร้านค้าอาจนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมาจำหน่าย ก่อให้เกิดอันตราย

โรคที่เกิดจากการใช้เลนส์สัมผัส

  1. เกิดตุ่มอักเสบบนหนังตาด้านใน พบมากในผู้ที่ใช้เลนส์สัมผัสชนิดอ่อน สาเหตุเกิดจากการระคายเคือง
  2. เกิดการอักเสบของกระจกตา และเยื่อตาขาวส่วนที่สัมผัสกับเลนส์สัมผัส
  3. อาการตาแห้งซึ่งเกิดจากการแพ้ มักพบในผู้ที่ใช้เลนส์สัมผัสมานาน 2-3ปี หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด
  4. การอักเสบ ลักษณะเป็นจุดเล็กๆ ที่เยื่อบุผิวของกระจกตา เนื่องจากเกิดบาดแผล หรือการช้ำที่เยื่อตา ตาแห้งมีอาการแพ้ หรือขาดออกซิเจน ซึ่งแผลจุดเล็กๆ อาจมารวมกันเข้าเป็นบริเวณใหญ่ และเกิดการติดเชื้อเป็นอันตรายได้ จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยหยุดการใช้เลนส์สัมผัสจนกว่าแผลจะหาย
  5. การติดเชื้อ เป็นอาการของโรคที่เกิดจากการใช้เลนส์สัมผัส ซึ่งมีอันตรายมาก และอาจทำให้ตาบอดถาวรได้ มักพบในผู้ที่ใช้เลนส์ชนิดที่ใส่ติดต่อกันได้นานๆ หรือเกิดจากรอยถลอกที่กระจกตาหรือตัวผู้ใช้เองหรือน้ำยาที่ใช้กับเลนส์หรือภาชนะที่บรรจุเลนส์ ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ



โรคกระดูกและข้อ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถึงวัยอันควร ส่วนใหญ่แล้วจะแสดงอาการไปตามสังขาร และการดูแลตัวเองของแต่ละคน แต่ก็มีบางพฤติกรรมประจำวัน ที่ทำให้เกิดอาการขึ้นหลากหลายรูปแบบ

สิ่งสำคัญในการป้องกันมีวิธีเดียว คือ การดูแลตัวเอง ในชีวิตประจำวัน กินให้ครบหมู่ กินไม่ให้อ้วนเกินไป ไม่ใช่กินวิตามินเสริม เพราะอาหารเสริมคือการเสริมเฉพาะสิ่งที่ขาด ไม่ใช่กินยาเป็นอาหาร

ดูแลตัวเองในที่ทำงาน นั่งทำงานด้วยท่าทางที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือ การออกกำลังกาย เพราะดีต่อร่างกาย ระบบหัวใจ ปอด และระบบอื่นๆ ในร่างกาย และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ก่อนและหลังเล่นกีฬา ต้องวอร์มอัพ-วอร์มดาวน

อย่าหลงไปแข่งกีฬาสีประจำปีของแต่ละบริษัทอย่างหลงลืมสุขภาพ อันมักจะนำโรคประจำฤดูกาลจำนวนมากมาให้แพทย์ต้องตรวจและรักษา หากการออกกำลังกายนั้น ไม่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอ และหักโหมเพียงเสียงเชียร์แค่ชั่วครู่ แล้วจบลงด้วย "หามไปพบแพทย์"

ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ เป็นศูนย์ให้บริการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อ โดยมีแพทย์ออร์โธปิดิกส์ประจำตลอด 24 ชม. เป็นแพทย์ที่ชำนาญในทุกสาขา 7 ท่าน พร้อมอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย เครื่องเอ็กซ์เรย์ ศูนย์ฯ มีเครื่อง MRI 2 เครื่อง สามารถนัดตรวจได้ภายใน 12 ชม. ในขณะที่รพ.อื่นในต่างประเทศอาจต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนจึงจะตรวจได้

ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ มีชื่อเสียงมากในต่างประเทศ จากมาตรฐานการรักษาดีเทียบเท่าต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายไม่แพง และคนไทยเป็นมิตรมากกว่าชาติอื่น ทำให้มีชาวต่างประเทศมารักษาเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่คือ ชาวตะวันออกกลาง โรคที่มาพบแพทย์เป็นคล้ายคลึงกับคนไทย แต่ขณะที่คนตะวันออกกลางเป็นคนตัวอ้วนใหญ่ ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการกินกับนอน ขาดการออกกำลังกาย โรคที่เป็นมาก คือ น้ำหนักมาก เข่าเสื่อม ปวดหลัง เป็นต้

สำหรับคนไทยที่มาพบแพทย์แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มวัยทำงาน เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานในออฟฟิศ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยเนื้อตัว เจ็บเข่า เจ็บศอก ออฟฟิศซินโดรม กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มเล่นกีฬา โรคที่เกิดจากการเล่นผิดวิธี จากอุบัติเหตุทางการกีฬา และกลุ่มสุดท้าย คือ วัยชรา มักเป็นโรคเข่าเสื่อม หัวไหล่เสื่อม เอ็นข้ออักเสบ และกระดูกพรุน

นอกจากนี้ยังมีโรคกระดูกในเด็ก และโรคมะเร็งในกระดูก ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ มีทีมแพทย์คอยให้การรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ ยังให้รักษาเอ็นและกล้ามเนื้อฉีกขาด ความพิการผิดรูปตั้งแต่กำเนิด หรือความพิการผิดรูปเนื่องจากอุบัติเหตุ การอักเสบและกดทับเส้นประสาท ที่พบมากอีกโรคสำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ เล่นเกมส์กด หรืออื่นๆ ที่ไม่ระวัง รวมทั้งการตีกอล์ฟ ก็คือ อาการนิ้วล็อค ซึ่งพบบ่อยที่นิ้วโป้งและนิ้วกลาง โดยแพทย์ออร์โธปิดิกส์จะวินิจฉัยอาการ และให้การรักษาที่ถูกวิธีแก่คนไข้ ด้วยการรักษาหลากหลายรูปแบบตั้งแต่การกินยา ฉีดยา หรือใช้เข็มเขี่ยแก้นิ้วล็อค เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่ดี ที่สำคัญคือ คนไข้มีส่วนร่วมในการเลือกการรักษา ไม่ใช่บังคับผ่าตัดอย่างเดียว
แม้แต่โรคเก๊าท์ ซึ่งเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ หากเจอสิ่งกระตุ้น อาหารหลายหลาก อาหารแปลกๆ จะกระตุ้นเก๊าท์ให้กำเริบ แต่หากมีการดูแลรักษาที่ดีสามารถมีชีวิตสุขสบาย กลับมาเล่นกีฬาได้

ในรายที่จำเป็นต้องผ่าตัด ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ มีทีมแพทย์สหสาขา ทั้งการผ่าตัดส่องกล้อง การส่องกล้องหัวเข่า ส่องกล้องซ่อมเอ็น ซ่อมหมอนรองกระดูกหัวเข่า การส่องกล้องซ่อมข้อไหล่ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในต่างชาติ ช่วยให้อาการปวดของหัวไหล่ดีขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากการเสื่อมของข้อ การเสื่อมของเอ็นที่อยู่ในข้อ ทำให้คนไข้เจ็บ ทรมานมาก หลังจากรักษาแล้ว คุณภาพชีวิตดีขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ คลินิกส่องกล้องและเวชศาสตร์การกีฬา ของศูนย์กระดูกและข้อ รพ.กรุงเทพมีชื่อเสียงมากทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยโดยเฉพาะกรณีผู้สูงอายุที่รักษาข้อเข่าเสื่อมแล้วไม่ดีขึ้นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแล้วได้ผลดีก็มีอยู่หลายราย

นพ.สาริจฉ์ ศรีสุภาพ
ผอ.ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ

สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719